พระล้านนาดอทคอม แหล่งรวมพระเครื่องเมืองเหนือ

รูปหล่อพระอุปคุตหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา


รูปหล่อพระอุปคุตหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา


รูปหล่อพระอุปคุตหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา


รูปหล่อพระอุปคุตหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา

ใหม่ กลับหน้าร้าน
ชื่อพระ :
 รูปหล่อพระอุปคุตหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา
รายละเอียด :
 

รูปหล่อพระอุปคุตหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา รูปหล่อโบราณอุดกริ่งที่องค์พระครับ สภาพสวย จัดว่าหายาก ว่ากันว่า หากใครที่บูชาท่าน ท่านสามารถดลบันดาลให้ได้ทุกอย่างแต่ไม่เหนือกฎแห่งกรรม เรื่องคุ้มครอง ป้องกันและเรื่องเมตตา มหานิยม มหาลาภซื้อง่ายขายคล่อง พวกนี้เป็นพุทธคุณและบารมีที่บารมีของพระอุปคุต สามารถช่วยเหลือได้ ชีวิตติดขัด การงานไม่คล่อง โชคลาภไม่เข้าหา ความเชื่อโบราณ แนะนำให้สักการะบูชา พระอุปคุต เจ้าแห่งมหาสมุทร และขจัดอุปสรรค

หลวงพ่อพระอุปัชฌาย์อิ่ม สิริปุญฺโญ พระมหาเถราจารย์ชื่อดังผู้มีพุทธาคมแก่กล้า ผู้ปฎิบัติดีปฎิบัติชอบ ผู้มากด้วยเมตตาบารมีธรรม  เชี่ยวชาญในสมถและวิปัสนากรรมฐาน  อดีตเจ้าอาวาสวัดหัวเขา ต.หัวเขา อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี

#ชีวประวัติหลวงพ่ออิ่ม สิริปุญโญ ท่านเป็นหนึ่งใน๓พระอาจารย์ใหญ่สำนักวิปัสสนากรรมฐานแห่งเมืองสุพรรณในยุคช่วงก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่๒ (รัชสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่๖-๗) อันประกอบไปด้วย
๑.หลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา (พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายเหนือของเมืองสุพรรณ)
๒.หลวงพ่อปลื้ม วัดพร้าว (พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายกลางของเมืองสุพรรณ)
๓.หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน (พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายใต้ของเมืองสุพรรณ)
อิทธิฤทธิ์ กิตติคุณ ปาฏิหาริย์ในเวทย์วิทยาคมในนามของ "หลวงพ่อพระอุปัชฌาย์อิ่ม แห่งสำนักวัดหัวเขา" เป็นที่กล่าวขาน โจษจันกันมาช้านานตั้งแต่ครั้นสมัยท่านยังทรงสังขารอยู่ 
แม้จวบจนปัจจุบันท่านจะมรณะภาพไปนานแล้วกว่า๗๐ปีแล้วก็ตาม กิตติศัพท์ ชื่อเสียงในเวทย์วิทยาคมของท่านก็ยังคงอยู่ มิได้สูญหาย อันตธานหายไปจากใจของชาวเมืองสุพรรณตามกาลเวลา
เรื่องราวความดีและสิ่งต่างๆที่ท่านได้ถ่ายทอดและทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์ให้แก่อนุชนคนรุ่นหลังอย่างเราๆทั้งหลายได้เคารพ สักการะ และเป็นหลักที่พึ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจอยู่เสมอ อย่างเช่น วัตถุมงคลที่ท่านได้สร้างขึ้นไว้ , ศาสนสถาน , ถาวรวัตถุต่างๆ , หรือจะเป็นบุคคลากร อย่างเช่น พระภิกษุสงฆ์ พระเกจอาจารย์ต่างๆที่เป็นศิษย์ท่าน และบุคคลากรอื่นๆที่มีศักยภาพทางสังคม และหลายต่อหลายอย่างอีกมากมาย ยังคงสถิตย์อยู่คู่โลกของเรามิได้ผ่านพ้นหายไปตามเวลาเลย
ประวัติของหลวงพ่ออิ่ม ท่านเลือนราง มีไม่มากพอและชัดเจนนัก เนื่องจากว่าในยุคของหลวงพ่อในสมัยก่อนนั้น ไม่ได้มีการจดบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ข้อมูลเรื่องราวของหลวงพ่ออิ่มในปัจจุบันที่ได้ศึกษากันอยู่นั้น จึงเป็นข้อมูลที่ไม่ได้มาจากบทความหรือบันทึกลายลักษณ์อักษรที่มาจากหลวงพ่อ อิ่ม ผู้เป็นเจ้าของต้นเรื่อง ได้อาศัยเอาจากคำกล่าวคำบอกเล่าของลูกศิษย์ลูกหาที่ทันและทราบในเรื่องราว ของหลวงพ่อ ซึ่งแน่แท้ว่าคำกล่าวคำบอกเล่าของบุคคลหลายๆคนนั้นย่อมมีความผิดพลาด ขาดตกและบกพร่องเป็นธรรมดา
ก่อนจะกล่าวประวัติหลวงพ่ออิ่มต่อไป ก่อนอื่นขอท้าวความถึงบันทึกประวัติวัดไก่เตี้ย อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งมีความสำคัญเกี่ยวข้องกับประวัติหลวงพ่ออิ่มอย่างมาก ว่า
"วัดไก่เตี้ยได้ถูกทิ้งรกร้างลง กระทั่ง พ.ศ.๒๔๒๘ จึงได้มีหลวงพ่ออิ่ม จากวัดเสาธงทอง ซึ่งตั้งอยู่คนละฟากฝั่งแม่น้ำสุพรรณ(ท่าจีน)เล็งเห็นความยากลำบากและเสี่ยง อันตรายของชาวบ้านย่านวังยางที่ต้องข้ามฟากไปทำบุญถึงวัดเสาธงทองโดยเฉพาะ อย่างยิ่งในฤดูน้ำหลาก กระแสน้ำเชี่ยวกลาดน่ากลัวอันตรายอย่างยิ่ง หลวงพ่ออิ่มจึงได้ชักชวนชาวบ้านย่านวังยาง ช่วยกันฟื้นฟูวัดไก่เตี้ยจากวัดร้างให้คืนสภาพเป็นที่ควรอยู่อาศัยขึ้นมา ใหม่ จวบจนต่อมาก็ได้นิมนต์หลวงพ่อแสน สุวณฺโณ (จากวัดใดไม่ปรากฎ) ให้มาอยู่ประจำขึ้นเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา ส่วนตัวหลวงพ่ออิ่มท่านเองต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่วัดหัวเขา นับได้ว่าวัดไก่เตี้ยได้กลับคืนสภาพเป็นวัดมีพระสงฆ์อยู่จำพรรษาต่อเนื่อง สืบสภาพมานับแต่กาลนั้นจนถึงปัจจุบัน"
ชาติภูมิ
พระอุปัชฌาย์อิ่ม สิริปุญโญ อดีตเจ้าอาวาสวัดหัวเขา ท่านมีนามเดิมว่า อิ่ม ไม่มีนามสุกล(ยุคสมัยก่อนนั้นยังไม่มีนามสกุลใช้กัน) ท่านเกิดเมื่อวันอาทิตย์ ปีจอ เดือน ๗ ในปลายสมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ตรงกับวันที่ ๑ เดือนมิถุนายน ปีพุทธศักราช ๒๔๐๖ ส่วนภูมิลำเนานั้นไม่ปรากฏ แต่มีความเป็นไปได้สันนิษฐานว่า)มีโอกาสเป็นไปได้สูงว่าท่านน่าจะเป็นชาว อ.ศรีประจันต์ เนื่องจากว่าท่านได้บวชเรียนอยู่วัดเสาธงทอง อ.ศรีประจันต์ ทั้งยังได้ฟื้นฟูวัดไก่เตี้ย อ.ศรีประจันต์ และในเขต อ.ศรีประจันต์นั้นก็ยังปรากฏพระเกจิอาจารย์ซึ่งได้ตามไปเป็นลูกศิษย์หลวงพ่ออิ่มอยู่หลายท่าน และยังมีสหธรรมิก(ศิษย์ร่วมสำนัก)หลวงพ่ออิ่มอยู่ในเขตพื้นที่ศรีประจันต์นี้อีกด้วย
อุปสมบท
เมื่ออายุครบเกณฑ์วัยอุปสมบทได้แล้ว ท่านจึงอุปสมบทตามประเพณีไทย เมื่อประมาณ ปีพุทธศักราช ๒๔๒๖-๒๔๒๘ (อันอยู่ในช่วงระหว่างนี้ ไม่เกินปี พุทธศักราช๒๕๒๘อย่างแน่นอน เพราะเป็นปีที่ตามประวัติวัดไก่เตี้ย ได้บันทึกไว้ว่าหลวงพ่ออิ่มสมัยนั้นจำพรรษาอยู่วัดเสาธงทองพร้อมด้วยญาติโยมได้เริ่มฟื้นฟูวัดไก่เตี้ยขึ้นมาใหม่ในปี พ.ศ.๒๔๒๘)
ส่วนพัทธสีมาที่ทำการอุปสมบทและพระอุปัชฌาย์นั้นไม่ทราบ แต่ข้อสันนิษฐานซึ่งมีความเป็นไปได้สูง สันนิษฐาน ซึ่งใช้หลักแห่งความสมเหตุสมผลว่า...
หลังจากท่านอุปสมบทแล้วท่านคงจำพรรษาแรก ณ.วัดเสาธงทอง (ท่านอุปสมบทอยู่ในช่วงประมาณพ.ศ.๒๔๒๖ถึงก่อนพ.ศ.๒๔๒๘อันเป็นปีที่ท่านได้ย้ายจากวัดเสาธงทองซึ่งจำพรรษาอยู่แต่เดิม เพื่อไปฟื้นฟูวัดไก่เตี้ย) 
และหากเป็นดังข้อสันนิษฐานแล้วนั้นท่านจำต้องเข้ารับการอุปสมบทจากพัทธสีมาวัดพร้าวเป็นแน่ เนื่องจากว่าในยุคนั้นวัดเสาธงทองยังไม่มีพระอุโบสถ กุลบุตรทั้งหลายในละแวกนี้หากจะเข้ารับการอุปสมบทจำเป็นจะต้องไปใช้พัทธสีมาวัดพร้าว ซึ่งอยู่ทางใต้แม่น้ำท่าจีนลงไปจากวัดเสาธงทง เพราะว่าที่วัดพร้าวนี้มีอุโบสถและพระอุปัชฌาย์ ซึ่งนั่นก็คือ หลวงพ่อแก้ว และหากหลวงพ่ออิ่ม อุปสมบท ณ.วัดพร้าวแล้ว อุปัชฌาย์ของท่านก็ย่อมคือ หลวงพ่อแก้ว วัดพร้าว นั้นเอง
"หลวงพ่ออิ่ม เจ้าอาวาสรูปแรกของวัดหัวเขา"
หลังจากหลวงพ่ออิ่มร่วมกับชาวบ้านฟื้นฟู พัฒนาวัดไก่เตี้ยขึ้นมาใหม่และได้นิมนต์หลวงพ่อแสนมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไก่เตี้ยแล้ว ท่านก็ได้ออกเดินธุดงค์ไปเรื่อยๆจวบจนเวลาต่อมาจึงได้ไปปักกลดปฏิบัติธุดงควัตรอยู่บริเวณวัดหัวเขาในปัจจุบัน ซึ่งแต่เดิมในยุคนั้นยังคงเป็นป่ารกทึบ จากคำบอกเล่าของญาติโยมที่เป็นคนเก่าแก่เล่าว่าหลวงพ่ออิ่มท่านได้เป็นที่เคารพและศรัทธาของชาวบ้านละแวกนั้นเป็นอันมาก จึงพร้อมด้วยชาวบ้านสร้างวัดหัวเขากันขึ้นมา และชาวบ้านได้นิมนต์ท่านจำพรรษาอยู่เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดหัวเขา
แม้ว่าประวัติของหลวงพ่ออิ่มค่อนข้างเลือนราง แต่ก็มีเกร็ดเรื่องราวของท่านบางตอนน่าสนใจเกี่ยวกับท่านว่า
๑ .หลักฐานจากหนังสือพระราชทานเพลิงศพพระครูวรนาถรังษี หลวงพ่อปุย วัดเกาะ กล่าวว่า พ.ศ.๒๔๖๓ หลวงพ่อปุยได้เดินทางมาฝากตนเป็นศิษย์หลวงพ่ออิ่ม และอาจารย์มนัส โอภากุล เขียนไว้ว่า หลวงพ่ออิ่มกล่าวยกย่องหลวงพ่อปุยว่า เปรียบเสมือนบัวที่พ้นน้ำแล้ว สอนอะไรก็เข้าใจง่าย ศึกษาได้รวดเร็ว ไม่ต้องจ้ำจี้จำไชเท่าไรนัก หลวงพ่อปุยเองก็เคยเล่าให้ศิษย์ฟังเสมอๆว่า หลวงพ่ออิ่มท่านเป็นพระที่เคร่งในพระธรรมวินัยมาก ญาณสมาบัติสูงมาก
๒. มีคำกล่าวว่าในการอุปสมบทครั้งแรกของหลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรีนั้น หลวงพ่ออิ่ม ท่านเป็นพระคู่สวดให้ (หลวงพ่อมุ่ย บวชครั้งแรกประมาณ พ.ศ.๒๔๕๑) แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนชัดเจนว่าจริงหรือเปล่า
๓. ในการอุปสมบทครั้งที่สองของหลวงพ่อมุ่ย หลวงพ่อมุ่ยท่านก็ได้ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่ออิ่ม จากหนังสืองานทำบุญอายุครบ๘๐ปีหลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่ ที่ทางวัดดอนไร่จัดพิมพ์แจกออกมาในปีพ.ศ.๒๕๑๒ กล่าวถึงประวัติหลวงพ่อมุ่ยซึ่งเกี่ยวข้องเชื่อมโยงถึงหลวงพ่ออิ่มว่า หลวงพ่อมุ่ยอุปสมบทครั้งที่๒ใน ปีพ.ศ.๒๔๗๒ หลังจากอุปสมบทแล้วไปจำวัดยู่วัดหนองสะเดาประมาณ๖เดือน แล้วจึงมาอยู่วัดดอนไร่อีก๖พรรษาเศษ แล้วจึงย้ายไปจำพรรษาอยู่วัดหัวเขาในสำนักของหลวงพ่ออิ่มซึ่งคำนวณแล้วตรงกับประมาณ พ.ศ.๒๔๗๘ เป็นระยะเวลา๑พรรษา เพื่อเรียนวิชาอาคมจากหลวงพ่ออิ่ม 
๔. มีคำกล่าวจากสื่อต่างๆในวงการพระเครื่องว่าหลวงพ่ออิ่มเป็นศิษย์หลวงปู่ศุข ว่า เมื่อหลวงพ่อมุ่ยได้ศึกษาวิชาจนแตกฉานแล้วจากหลวงพ่ออิ่ม หลวงพ่ออิ่มได้เมตตาพาหลวงพ่มุ่ยไปศึกษาวิชาเพิ่มเติมจากหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท ซึ่งชอบคอกันกับหลวงพ่ออิ่มท่าน ได้มีคำกล่าวขานจากชาวบ้านซึ่งอ้างว่าเคยถามกับหลวงพ่ออิ่ม หลังจากที่เดินทางพาหลวงพ่อมุ่ยมุ่งหน้าไปหาหลวงปู่ศุขหลายเดือนก่อนจะกลับมาว่า หลวงพ่ออิ่มได้อะไรกลับมาบ้าง หลวงพ่ออิ่มท่านตอบว่า ท่านแก่แล้วจึงได้มาเพียงครึ่งเล่ม แต่หลวงพ่อมุ่ยท่านหนุ่มกว่าจึงได้มาถึงเล่มครึ่ง แต่ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่นอนชัดเจนว่าจริงแท้แน่นอนเป็นเช่นไร่ เพราะหากดูจากช่วงเวลาในปีที่หลวงพ่อมุ่ยมาเรียนวิชาจากหลวงพ่ออิ่มนั้นอยู่ในช่วงปีพ.ศ.๒๔๗๘นั้น หลวงปู่ศุขท่านมรณภาพไปนานแล้วถึง๑๒ปี(หลวงปู่ศุขมรณะพ.ศ.๒๔๖๖) ประเด็นนี้ก็ยังคงมีความขัดแย้งในตัวเองอยู่ 
อีกทั้งสื่อและหนังสือพระมากมาย อย่างเฉกเช่นในสมัยก่อนชอบยัดวัตถุมงคลหลวงพ่ออิ่มขายเป็นหลวงปู่ศุข เพื่อจะขายได้ราคาที่สูงขึ้น เช่น พระผงดำหลวงพ่ออิ่มนั้น เป็นต้นว่าในสมัยก่อนซื้อขายตีกันเป็นหลวงปู่ศุขกันเลยทีเดียว อันนี้ก็ขอฝากไว้ให้ขบคิดพินิจพิเคราะห์พิจารณาตามแต่ดุลยพินิจของแต่ละท่าน หากหลวงพ่ออิ่มท่านเป็นศิษย์หลวงปู่ศุขจริงก็ขอร่วมอนุโมทนาสาธุกับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลอันนี้ แต่หากว่าท่านไม่ได้เป็นจริง แล้วการที่เราไปยัดไปแต่งเสริมเติมแต่งสร้างเรื่องราวประวัติชีวิตของท่าน เสมือนเราได้ไปเขียนกำหนดเส้นทางชีวิตท่านนั้น ก็เห็นว่าจะเป็นการมิสมควร ข้อความตรงไหนที่เป็นเพียงข้อสันนิษฐาน หรือความรู้สึกส่วนตัวนั้น อย่าได้ลืมบอกไว้ว่าเป็นเพียง "สันนิษฐาน" หรือ"เรื่องเล่าที่ไม่ชัดเจน" มิใช่ละทิ้งเสีย หากรู้เท่าไม่ถึงการไปก็มิเป็นไร แต่หากรู้แล้วยังไปขืนทำกันอยู่เรื่องยัดวัด ยัดพระยัดเกจินั้น มีแต่จะทำให้วงการเสื่อมเสีย อนุชนคนรุ่นหลังที่ศึกษาเรื่องราวสืบกันต่อไปก็มีแต่จะเดินไปเส้นทางที่ผิด เพราะว่าเราได้ขีดเขียนเส้นทาง แนวทางที่ผิดกันให้ไป
ครูบาอาจารย์และสหธรรมิก
หลวงพ่ออิ่มท่านถือธุดงค์เป็นวัตรและพบครูบาอาจารย์ดีก็ศึกษาหาความรู้ไปเรื่อย ทั้งตำหรับตำราวิชาก็มากมี อันที่จริงหลวงพ่ออิ่มท่านเก่งได้ด้วยตัวท่านเอง เรื่องของครูบาอาจารย์ท่านนั้นไม่สามารถสืบค้นกันได้ชัดเจน แต่หากเอาจากข้อสันนิษฐานกัน ก็คือ
๑.หลวงพ่อแก้ว วัดพร้าว จ.สุพรรณบุรี (สันนิษฐาน)
ท่านเป็นพระอาจารย์ที่ขึ้นชื่อลือชาในพระเวทย์วิทยาคม แห่งสำนักตักศิลาวิทยาคมวัดพร้าว บ้านโพธิ์เจ้าพระยา เมืองสุพรรณบุรีมาก ท่านอาวุโสกว่าหลวงพ่อเนียม วัดน้อย หลวงพ่อแก้วเป็นพระอุปัชฌาย์ที่กำการอุปสมบทให้กุลบุตรนับว่าค่อนจังหวัดได้ เพราะว่าในยุคนั้นเมืองสุพรรณบุรีมีพระอุปัชฌาย์เพียงสองสามรูปเอง หลวงพ่อแก้วท่านนับได้ว่าเป็นอาจารย์ของพระอาจารย์ของหลายเกจิเมืองสุพรรณเลยทีเดียว
๒.หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท (ข้อมูลยังไม่สมเหตุสมผล ไม่ชัดเจน)
หลวงปู่ศุขนั้นขึ้นชื่อเรืงเวทย์เป็นที่โจษจันกันอยู่แล้ว กล่าวกันว่าหลวงพ่ออิ่มท่านเป็นทั้งศิษย์และสหธรรมิกของหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่าด้วย
กิตติศัพท์หลวงพ่ออิ่ม
หลวงพ่ออิ่มท่านเป็นที่นับถือมากสำหรับชาวบ้านในย่านใกล้เคียงมาก กล่าวกันว่าท่านมีคุณวิเศษสามารถเดินตากฝนกลางแจ้งในขณะเวลาที่ฝนกำลังตกได้โดยที่ท่านไม่เปียกฝนเลย และยังสามารถทำมือยาวไปหยิบกระเบื้องบนหลังคาโบสถ์ได้ คนเฒ่าคนแก่เล่าขานกันว่าหลวงพ่ออิ่มชอบไปคุยด้วยกับสหธรรมิกของท่านที่วัดน้อยชมภู่ อ.ศรีประจันต์ อันตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดเสาธงทองซึ่งเป็นภูมิสถานครั้นท่านจำพรรษาอยู่แต่เดิม ไม่แน่ใจว่าเป็นในสมัยหลวงพ่อขำหรือหลวงพ่อเหมือนเป็นเจ้าอาวาสวัดน้อยชมภู่แต่เวลาไปคุย ตัวหลวงพ่ออิ่มท่านไม่ได้ไป ท่านขว้างสบงเป็นก้อนลงมาจากบนเขา แล้วสบงวิ่งเข้าป่าไปโผล่ที่วัดน้อยชมภู่ ปรากฏเห็นเป็นหลวงพ่ออิ่มไปนั่งสนทนาอยู่ที่นั่น แต่ตัวหลวงพ่ออิ่มยังอยู่ที่วัดหัวเขา
สมัยที่หลวงพ่ออิ่มท่านได้ปกครองวัดหัวเขา ท่านพัฒนาวัดหัวเขาจนเป็นวัดที่เจริญวัดหนึ่งในสมัยนั้น เป็นตักศิลาแห่งวิชาที่มีพระภิกษุสงฆ์เดินทางมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์มากมาย อาทิ 
หลวงพ่อปุย วัดเกาะ
หลวงพ่อมุ่ย วัดดอนไร่
หลวงพ่อนุ่ม วัดนางใน
หลวงพ่อกวย วัดโฆษิตาราม(สันนิษฐาน)
หลวงพ่อเต๊ะ วัดม่วงคัน
หลวงพ่อโต วัดโพธิ์ศรีเจริญ
หลวงพ่อปี วัดพิหารแดง
หลวงปู่แขก วัดหัวเขา 
หลวงพ่อเปล่ง วัดหัวเขา
เป็นต้น
มรณภาพ
หลวงพ่ออิ่มปกครอง พัฒนาคนพัฒนาวัดเรื่อยมา จวบจนได้รับแต่งตั้งสมณศักด์สุดท้ายที่ "พระครูปลัดอิ่ม สริปุญโญ" ก่นท่านจะมรณภาพลง ในอิริยาบทท่านั่งสมาธิ เมื่อประมาณต้นปีพ.ศ.๒๔๘๐ สิริอายุ ๗๔ปี ซึ่งนับว่าเป็นพระเกจิอาจารย์๑ใน๒รูปของเมืองสุพรรณที่มรณภาพในท่านั่งสมาธิ ซึ่งอีกท่านนั้นก็คือหลวงพ่อเซ้ง วัดพร้าว 
ปัจจุบันวัดหัวเขามีประเพณีการตักบาตรเทโว คราวันออกพรรษาที่ขึ้นชื่อที่สุดของเมืองสุพรรณบุรี เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของอำเภอเดิมบางนางบวช
และที่วัดยังมีมณฑปที่สร้างมาตั้งแต่ครั้นสมัยหลวงพ่ออิ่ม มีรูปเหมือนหลวงพ่ออิ่มให้ประชาชนได้เคารพปิดทองสักการะบูชา ท่านใดที่ผ่านไปเดิมบางนางบวชก็อย่าลืมเข้าไปกราบนมัสการได้ที่วัดหัวเขาครับ
ราคา :
 2000
โทรศัพท์ :
 0837946145, 0837946145
วันที่ :
 27/06/22 14:32:51
 
 
รูปหล่อพระอุปคุตหลวงพ่ออิ่ม วัดหัวเขา พระล้านนา.คอม เว็บ พระเครื่อง พระบูชา อันดับหนึ่ง ของภาคเหนือ ออกแบบเว็บไซต์โดย 2WinWeb design บริการรับทำเว็บไซต์
Copyright Pralanna.com All right reserved. © สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมายโดย บริษัท พระล้านนาดอทคอม จำกัด.