พระล้านนาดอทคอม แหล่งรวมพระเครื่องเมืองเหนือ
โชว์พระเกจิอาจารย์ล้านนา

พระดีบ้านนอก อาจไม่เด่นไม่ดัง แต่เป็นเพชรแท้ที่กราบได้สนิทใจครับ


พระดีบ้านนอก อาจไม่เด่นไม่ดัง แต่เป็นเพชรแท้ที่กราบได้สนิทใจครับ

     
 

หลวงปู่ครูบาคำอ้าย วัดโป่งเหนือ จ.เชียงราย ท่านเป็นลูกศิษย์ครูบาเจ้าศรีวิชัยอีกรูปหนึ่งที่เป็นพระแท้ เป็นของจริง

เป็นพระดีบ้านนอก ที่มีวัตรปฎิบัติที่งดงามสมถะ พูดน้อย 

น่าเลื่อมใสศรัทธา แม้ไม่เด่นไม่ดัง

แต่เข้าตำรา ของจริงนิ่งเป็นใบ้ของพูดได้นั้นไม่จริง 

ท่านเป็นครูบาอาจารย์ ที่ผมศรัทธามากๆ อีกรูปหนึ่งครับ

วัตถุมงคลของท่านน่าใช้ ทุกรุ่นครับ

ถ้าเป็นของแท้ที่ท่านอธิษฐานจิตแล้วเชื่อขนมกินได้ครับ 

เป็นของดี ที่มากประสบการณ์ ในท้องถิ่นลูกศิษย์ท่านจะเก็บ

กันหมด จึงไม่ค่อยเห็นตามสนามพระบ่อยนัก  

เพื่อปฏิบัติตามที่ทางเว็บขอความร่วมมือเกี่ยวกับการตั้งกระทู้   ผมจึงขออนุญาตนำเสนอวัตถุมงคลของครูบา เท่าที่ผมรวบรวมได้  ไว้ในกระทู้นี้ทั้งหมดเลยครับ

ส่วนท่านใดมีวัตถุมงคลรุ่นอื่นๆของครูบาอีก ช่วยแบ่งปันกันชมด้วยครับ...

 
     
โดย : ภูริ์&ภีร์   [Feedback +0 -0] [+0 -0]   Fri 19, Dec 2008 02:25:10
 








 
รูปหลวงปู่ครูบา ท่านน่าเลื่ิอมใสครับ
 
โดย : ภูริ์&ภีร์    [Feedback +0 -0] [+0 -0]   [ 1 ] Fri 19, Dec 2008 02:30:29









 
ต้นฉบับโปสเตอร์ที่ลูกศิษย์ท่านพิมพ์แจกครับ
 
โดย : ภูริ์&ภีร์    [Feedback +0 -0] [+0 -0]   [ 2 ] Fri 19, Dec 2008 02:33:41





 
นี่ก็ ต้นฉบับโปสเตอร์อีกชุดหนึ่งครับ
 
โดย : ภูริ์&ภีร์    [Feedback +0 -0] [+0 -0]   [ 3 ] Fri 19, Dec 2008 02:36:02





 
เหรียญรุ่นแรกของท่านครับ เล่าลือกันว่าลูกศิษย์ท่านรอดตายจากเครื่องบินตก เพราะห้อยเหรียญนี้เหรียญเดียวครับ  เป็นรุ่นที่หาของแท้ยากที่เดียวครับ  ของเก๊มีมานานแล้วครับ
 
โดย : ภูริ์&ภีร์    [Feedback +0 -0] [+0 -0]   [ 4 ] Fri 19, Dec 2008 02:41:28





 
ส่วนเหรียญรุ่นนี้เป็นรุ่นแจกกฐิน(รุ่น9)นะครับ หลายคนเข้าใจว่าเป็นรุ่นแรก เพราะมีรูปแบบเหมือนกัน มีข้อสังเกตคือ รุ่นนี้จะมีขนาดใหญ่กว่ารุ่นแรกเล็กน้อยครับ
 
โดย : ภูริ์&ภีร์    [Feedback +0 -0] [+0 -0]   [ 5 ] Fri 19, Dec 2008 02:46:03





 
รุ่นนี้ก็ยอดนิยมครับ เหรียญเจ้าสัว เด่นทางเมตตามหานิยม ตอนนี้ลูกศิษย์ท่านเก็บกันหมดครับ
 
โดย : ภูริ์&ภีร์    [Feedback +0 -0] [+0 -0]   [ 6 ] Fri 19, Dec 2008 02:50:08









 
เหรียญนี้เนื้อเงินครับ 1 ใน 300 เหรียญ
 
โดย : ภูริ์&ภีร์    [Feedback +0 -0] [+0 -0]   [ 7 ] Fri 19, Dec 2008 02:51:33









 
กะหลั่ยทอง-เงิน ครับ
 
โดย : ภูริ์&ภีร์    [Feedback +0 -0] [+0 -0]   [ 8 ] Fri 19, Dec 2008 02:54:32









 
รมดำ-ฝาบาตร ครับ
 
โดย : ภูริ์&ภีร์    [Feedback +0 -0] [+0 -0]   [ 9 ] Fri 19, Dec 2008 02:56:24





 
ชุดนี้ก้หายากสุดๆ พระยอดขุนพลเวียงกาหลงรุ่นแรก ปัญญาธโร 90 ครบ 5 พิมพ์ครับ


 
โดย : ภูริ์&ภีร์    [Feedback +0 -0] [+0 -0]   [ 10 ] Fri 19, Dec 2008 02:59:13









 
ปะคำ+ยันต์บารมี30ทัศ และพระผงเกศารุ่นสีชมพูครับ
 
โดย : ภูริ์&ภีร์    [Feedback +0 -0] [+0 -0]   [ 11 ] Fri 19, Dec 2008 03:03:51









 
เหรียญรุ่นเจริญมั่นคง และรุ่นสร้างอุโบสถครับ
 
โดย : ภูริ์&ภีร์    [Feedback +0 -0] [+0 -0]   [ 12 ] Fri 19, Dec 2008 03:06:48









 
เหรียญรุ่นหยดน้ำ และรุ่นอธิษฐานจิต ครับ
 
โดย : ภูริ์&ภีร์    [Feedback +0 -0] [+0 -0]   [ 13 ] Fri 19, Dec 2008 03:08:26









 
เหรียญรุ่นหลังยันต์ห้า และรุ่นสหกรณ์ ครับ 
สำหรับรุ่นสหกรณ์ลูกศิษย์ทหารช่างพึงมีประสบการณ์เมื่ิอประมาณ 2 เดือนกว่าที่ยะลาครับ
 
โดย : ภูริ์&ภีร์    [Feedback +0 -0] [+0 -0]   [ 14 ] Fri 19, Dec 2008 03:11:29

 
ผมมีเท่านี้แหละครับ  ถ้าดูตามโปสเตอร์ยังขาดอีกหลายรุ่นครับ ท่านใดมีช่วยแบ่งปันกันชมด้วยครับ
 
โดย : ภูริ์&ภีร์    [Feedback +0 -0] [+0 -0]   [ 15 ] Fri 19, Dec 2008 03:14:47

 
 
โดย : p.som    [Feedback +40 -0] [+1 -0]   [ 16 ] Fri 19, Dec 2008 12:51:55









 
ขอร่วมแจมขุนแผนตวยซักองค์ครับ องค์นี้มีจีวรผ้าเพดานเมรุตี่บ่ไหม้ไฟวันประชุมเพลิงติดอยู่นิดหน่อย อยู่เจียงใหม่ครับ แต่มีอ้ายหนานคนเวียงป่าเป้าเอามาปั๋นไว้หื้อบูชาครับ มีเหรียญหยดน้ำกับรูปหล่อเรซิ่นก้นอุดเกษา-เทียนชัยตวย แต่บ่ได้ถ่ายรูปไว้ ท่านน่านับถือแต้ๆครับ  "เทพเจ้าแห่งเวียงกาหลง ต๋นบุญแห่งเวียงป่าเป้า"
 
โดย : ศ.สิงห์แก้ว    [Feedback +0 -0] [+0 -0]   [ 17 ] Fri 19, Dec 2008 18:36:11

 

ไหว้สาตวยคนครับ

ขอบคุณจาดนักครับที่เอาฮูปมาฝากหื้อดู

 
โดย : thanaphan2888    [Feedback +22 -0] [+0 -0]   [ 18 ] Fri 19, Dec 2008 21:38:37

 
ขอบคุณทุกท่่านที่เข้ามาเยี่ยมชมครับ ขอบคุณทุกกำลังใจครับ
ครับ...ผมเชื่อมั่นว่าต่อไปหลวงปู่ครูบา จะเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้นครับ

และขอบคุณ คุณ ศ.สิงห์แก้ว มากๆ ครับ สำหรับสมญานามที่ท่านตั้งให้หลวงปู่
ผมขออนุญาตปรับเป็น "ต๋นบุญแห่งเวียงป่าเป้า เทพเจ้าเมืองเวียงกาหลง" นะครับ

ผมขอนำประวัติของหลวงปู่มานำเสนอให้ท่านได้รู้จักมากยิ่งขึ้นนะครับ  อาจจะยาวไปหน่อย
เพราะเป็นต้นฉบับแบบเต็มๆ ที่เคยตีพิมพ์ใน หนังสืออุณมิลิต เมื่อหลายปีก่อน
รวมทั้งหนังสือพระเครื่องเมืองพระเมื่อปีที่ผ่านมา ครับ


 
โดย : ภูริ์&ภีร์    [Feedback +0 -0] [+0 -0]   [ 19 ] Fri 19, Dec 2008 22:08:11

 

 

พระสุปฎิบันโนผู้เป็นตนบุญแห่งเมืองเวียงกาหลง

หลวงปู่ครูบาคำอ้าย  ปัญญาธโร

(อายุ ๙๒ ปี พรรษา ๗๑)

   อดีตเจ้าอาวาสวัดโป่งเหนือ  อ.เวียงป่าเป้า  จ.เชียงราย

 

 ประวัติปฎิปทาของหลวงปู่ครูบาคำอ้าย  ปัญญาธโร ที่นำเสนอต่อท่านผู้อ่านในขณะนี้ สืบเนื่องมาจากข่าวเหตุปาฏิหาริย์ในงานประชุมเพลิงท่านที่ร่ำลือไปทั่วสารทิศ ทำให้มีผู้สนใจใคร่ทราบประวัติของหลวงปู่ครูบาท่านอย่างละเอียด  ผู้เขียนจึงได้สืบเสาะหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ โดยยึดข้อมูลที่หลวงปู่ครูบาท่านเคยเมตตาเล่าให้ฟังเมื่อครั้งอดีตเป็นหลัก พร้อมคำบอกเล่าของเหล่าศานุศิษย์ผู้ใกล้ชิด ดังที่จะได้นำเสนอแก่ผู้อ่านโดยลำดับต่อไป 

ตอนที่      พระสุปฏิปันโนผู้เป็นตนบุญแห่งเมืองเวียงกาหลง

            หากกล่าวถึงเมืองเวียงกาหลง ผู้อ่านที่สนใจศึกษาด้านประวัติศาสตร์ คงคุ้นเคยกับชื่อเมืองโบราณนี้  ในฐานะหนึ่งในหัวเมืองสำคัญของแว่นแคว้นโยนกนาคนครที่มีอายุร่วมพันปี และ  หากย้อนมาในยุคอาณาจักรล้านนา ของพญามังรายมหาราช (๗๐๐ ปีกว่าปีที่ผ่านมา)     เมืองเวียงกาหลงคือพันนาหนึ่งในหัวเมืองพันนาทั้งห้าสิบ      ของอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ในอดีต

อาณาจักรล้านนาที่ได้ชื่อว่าเป็นแผ่นดินทองของพระพุทธศาสนา เป็นหนึ่งในสถานที่สังคายนาพระไตรปิฎกครั้งสำคัญของโลก รวมทั้งเป็นแหล่งสั่งสมศิลปวัฒนธรรมที่สืบเนื่องจากพระพุทธศาสนาที่ยังปรากฏร่องรอยความเจริญมาจนถึงปัจจุบัน

และหากผู้อ่านเป็นนักสะสมของเก่า  ท่านย่อมรู้จักเวียงกาหลงในฐานะเมืองโบราณที่เป็นแหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาชั้นเยี่ยม              ซึ่งมีอายุอยู่ระหว่างศตวรรษที่ ๑๙-๒๑ หรือประมาณ ๕๐๐-๗๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเครื่องถ้วยเวียงกาหลงได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องปั้นดินเผาที่มีคุณภาพดีที่สุดของไทย นั่นหมายความว่าเครื่องสังคโลกของอาณาจักรสุโขทัยซึ่งผลิตขึ้นในยุคเดียวกันยังมีคุณภาพและเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นรอง ทั้งนี้เพราะเครื่องถ้วยเวียงกาหลงได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตจากจีน และเป็นสินค้าออกของอาณาจักรล้านนาในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราช  (หากมีโอกาสผู้เขียนจะนำประวัติและตำนานที่น่าสนใจเกี่ยวกับเมืองเวียงกาหลงมานำเสนอแก่ผู้อ่านเป็นการเฉพาะ) ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ในงานแสดงสินค้า OTOP ที่ไบเทค เมืองทองธานี เขามีการจัดแสดง แจกันเวียงกาหลงใบละ 50 ล้านบาท และในมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 60 ปี ก็ได้มีการน้อมเกล้าฯถวายแจกันเวียงกาหลง ซึ่งเป็นใบเดียวในโลก   ผลิตจากดินดำอายุกว่าล้านปี มีการเขียนลวดลายพญากาเผือกและปลาตะเพียนอันเป็นเอกลักษณ์พร้อมตำนานพระเจ้าห้าพระองค์

          สำหรับเซียนพระแล้ว พระยอดขุนพลกรุเวียงกาหลงเป็นหนึ่งในพระยอดขุนพลล้านนา  กรุหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นพระยอดนิยม สืบเนื่องมาจากประสบการณ์ต่างๆ ของผู้ครอบครองและรูปทรงอลังการสมกับชื่อพระยอดขุนพล ซึ่งพระดังกล่าวมีต้นกำเนิดการค้นพบส่วนใหญ่ตามวัดร้างต่างๆในเขตตำบลเวียงกาหลง อำเภอเวียงป่าเป้า เชียงรายและพระพิมพ์ที่มีพุทธลักษณะศิลปะคล้ายกันยังพบแถบอำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง และบริเวณจังหวัดพะเยาซึ่งเป็นเขตติดต่อกัน  ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากในศตวรรษที่ ๑๗ บริเวณดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรภูกามยาว (พะเยา) ของพ่อขุนจอมธรรม ตามหลักฐานเป็นจารึกที่เก็บรักษไว้ ณ วัดพระเจ้าตนหลวง (วัดศรีโคมคำ)เมืองพะเยา

            ปัจจุบันเมื่อมีการแบ่งเขตการปกครองส่วนภูมิภาคเวียงกาหลงพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ซึ่งหากกล่าวถึงเมืองเวียงกาหลงผู้คนส่วนใหญ่ย่อม   เข้าใจหมายถึงเวียงป่าเป้าไปโดยปริยาย         สำหรับผู้คนในพื้นที่แม้จะถูกแบ่งแยกโดยเขตการ    ปกครองเป็นคนละจังหวัด( เชียงราย-ลำปาง ) แต่ผู้คนส่วนใหญ่ยังไปมาหาสู่และดำรงความเป็นเครือญาติกันสืบมา   และบุคคลสำคัญ ผู้ที่เป็นเสาหลัก เป็นที่พึ่งของคนทั้งสองดินแดนที่ถูกแบ่งแยกโดยเขตการปกครองนั้นคือ หลวงปู่ครูบาคำอ้ายปัญญาธโร พระสุปฏิปันโน ผู้เป็นตนบุญแห่งเมืองเวียงกาหลงอดีตเจ้าอาวาสวัดโป่งเหนือ อ.เวียงป่าเป้าจ.เชียงราย

ตอนที่ ๒  ชาติภูมิ และการก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์

               เมื่อประมาณช่วงปลายเดือน มีนาคม ปี 2549  ข่าวเกี่ยวกับพระอริยสงฆ์ที่ได้รับการกล่าวขานถึงมากที่สุดในดินแดนล้านนา คือข่าวงานประชุมเพลิงหลวงปู่ครูบาคำอ้าย ปัญญาธโร อดีตเจ้าอาวาสวัดโป่งเหนือ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ทั้งนี้ด้วยเหตุที่หลวงปู่ครูบาได้แสดงเหตุอัศจรรย์ให้ปรากฏแก่ศรัทธาศานุศิษย์ เมื่อหลังพิธีการประชุมเพลิงไฟไม่สามารถไหม้สรีระสังขารหลวงปู่ครูบา  แม้จีวรที่หลวงปู่ครูบาท่านนุ่งห่มก็ไม่ไหม้ไฟ

            หลวงปู่ครูบาคำอ้าย แห่งวัดโป่งเหนือ สำหรับคนในพื้นที่แล้วต่างทราบถึงกิตติศัพท์และบารมีธรรมของหลวงปู่ครูบามาช้านาน  ผู้คนในเขตเชียงราย เชียงใหม่ พะเยา ลำปาง และบริเวณใกล้เคียงต่างแวะเวียนขึ้นไปกราบนมัสการท่านไม่เคยขาด รวมทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศทั่วไปที่ทราบถึงบารมีธรรมของท่าน  ผู้เขียนเองปวารณาตนรับใช้หลวงปู่ครูบามา กว่า 19 ปี ตั้งแต่สมัยเป็นเด็กนักเรียนมัธยม  และได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับบารมีธรรมของหลวงปู่มาโดยตลอด และโดยวัตรปฏิบัติของหลวงปู่ครูบาเองที่มีความสมถะ มักน้อย สันโดษเป็นพระสุปฏิบันโนที่ผู้ที่ได้มีโอกาสไปกราบ ต่างเคารพศรัทธาและเลื่อมใสในวัตรปฏิบัติของท่าน และสิ่งสำคัญอีกประการที่เป็นสิ่งดึงดูดผู้คนให้แวะเวียนมากราบไหว้ของพึ่งบารมีหลวงปู่ครูบาไม่เคยขาด  นั่นคือ ความศักดิ์สิทธิ์และประสบการณ์ที่ได้รับจากปาฎิหาริย์ของวัตถุมงคลของหลวงปู่ครูบาที่ท่านมอบแก่ลูกศิษย์ลูกหา และผู้เลื่อมใสศรัทธาไว้ปกปักรักษาตนเอง รวมทั้งเพื่อหนุนนำค้ำชีวิตให้เจริญก้าวหน้าประสบโชคลาภ ซึ่งในส่วนของอิทธิปาฏิหาริย์และประสบการณ์ด้านวัตถุมงคลผู้เขียนจะนำเสนอในตอนต่อๆไป

ชาติภูมิ

                หลวงปู่ครูบาคำอ้าย  ปัญญาธโร เดิมมีชื่อว่า คำอ้าย  นามสกุล มีซอง    เกิดเมื่อวันพฤหัสบดี แรม ๘ ค่ำ เดือน ๔ เหนือ ปีชวด (ปี๋ใจ้) ตรงกับเดือน มกราคม พุทธศักราช ๒๔๕๔  (บางตำราถือเป็นปลายปีพุทธศักราช ๒๔๕๓)  ณ บ้านทุ่งฮี ต.วังใต้  อ.วังเหนือ จ.ลำปาง โยมบิดาชื่อพ่อแจ้ โยมมารดาชื่อแม่ปา นามสกุลมีซอง โยมบิดามารดาประกอบอาชีพทำไร่ทำนา หลวงปู่ครูบามีพี่น้องร่วมมารดา ๒ คน   โดยหลวงปู่เป็นพี่ชายคนโต และมีน้องสาว ๑ คน  คือนางป้อ  มีซอง ซึ่งน้องสาวของหลวงปู่ครูบาท่านนี้เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการนิมนต์หลวงปู่จาก อ.วังเหนือ จ.ลำปาง มาอยู่ ณ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย (ปัจจุบันน้องของท่านเสียชีวิตแล้ว) ซึ่งจะนำเสนอประวัติในส่วนที่เกี่ยวข้องในลำดับต่อไป

ชีวิตในวัยเยาว์

                ในวัยเด็กหลวงปู่ครูบาท่านเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย มีความอ่อนน้อมถ่อมตนอีกทั้งฉลาดเฉลียวกว่าเด็กในวัยเดียวกัน จึงเป็นที่รักของโยมบิดามารดา และญาติพี่น้อง เมื่ออายุถึงเกณฑ์ หลวงปู่ครูบา จึงได้เข้าเรียนหนังสือที่โรงเรียนบ้านแม่สุก ต.วังใต้ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง และเมื่อหลวงปู่เรียนหนังสือจบชั้นประถมซึ่งเป็นภาคบังคับในสมัยนั้น ซึ่งหลวงปู่ครูบาอายุได้ ๑๒ ปีพอดี  โยมบิดามารดาเห็นว่าท่านมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดอีกทั้งมีความสุภาพเรียบร้อยไม่ก้าวร้าวเกเร เหมือนเด็กทั่วไป     จึงปรึกษากันว่าควรนำท่านไปฝากเป็น ขโยม (เด็กวัด)  เพื่อจะได้มีโอกาสหาวิชาความรู้และเรียนรู้หลักพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อจะได้ขัดเกลาให้เป็นคนดีและหากมีวาสนาจะได้ค้ำจุนสืบทอดพระศาสนาในภายภาคหน้าก็นับเป็นมหากุศล เมื่อตกลงกันได้ตรงกันโยมบิดามารดาจึงนำท่านไปฝากกับพระอธิการผู้เป็นเจ้าอาวาสวัดทุ่งฮีในขณะนั้น

พบตนบุญแห่งเมืองเจ้าพ่อพญาวัง การบรรพชาและอุปสมบทสู่ร่มกาสาวพัตร์

                 หลวงปู่ครูบาคำอ้าย  ปัญญาธโร หรือเด็กชายคำอ้ายในตอนนั้นได้อุปัฏฐากครูบาอาจารย์ด้วยความนอบน้อมและขยันขันแข็ง จนเมื่อท่านอายุย่างเข้า ๑๔ ปี(พุทธศักราช ๒๔๖๗)หลวงปู่ได้มีโอกาสพบกับพระครูบาเจ้าอภิยศ อภิวังโส (หรืออีกชื่อที่ชาวบ้านนิยมเรียกท่านคือครูบาเผือก) เจ้าอาวาสวัดปงถ้ำ ซึ่งเป็นพระเถระผู้มีชื่อเสียงในสมัยนั้น จนผู้คนยกย่องท่านว่าเป็นตนบุญแห่งเมืองเจ้าพ่อพญาวังหรือเมืองวังเหนือในปัจจุบันนั่นเอง ซึ่งหลวงปู่ก็ได้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาและอยากจะฝากตัวเป็นศิษย์ท่าน  หลวงปู่จึงได้กลับไปแจ้งความประสงค์แก่โยมบิดามารดา ซึ่งท่านทั้งสองก็ไม่ขัดข้องต่างปิติยินดีที่หลวงปู่มีนิสัยจริตฝักใฝ่ในทางศาสนา 

โดยสภาพบ้านเมืองในสมัยนั้นบ้านเมืองยังไม่เจริญ การทำมาหาเลี้ยงชีพยังอาศัยการเกษตรเป็นหลัก เครื่องมือเครื่องทุ่นแรงก็มีไม่มากเหมือนปัจจุบัน หากเป็นครอบครัวอื่นหลวงปู่ครูบาในฐานะลูกชายคนโตของบ้าน ต้องทำหน้าที่ช่วยทำงานเป็นหลักของครอบครัวอีกคนหนึ่ง  อีกทั้งท่านยังมีน้องสาวคนเล็กของท่าน ที่โยมบิดามารดาต้องมีภาระเลี้ยงดู แต่ทั้งโยมบิดามารดาของท่าน ก็พร้อมใจกันเลือกให้ท่านได้บวชบรรพชาเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนา ในวันที่ ๑๐ พฤษภาคม  ๒๔๖๗ ณ วัดทุ่งฮี โดยมีพระครูบาเจ้าอภิยศ  อภิวังโส (ครูบาเผือก) เป็นพระอุปัชฌาย์ ขณะอายุได้ ๑๔ ปี (บางข้อมูลบอก ๑๖ ปี)  และหลวงปู่ครูบาได้ศึกษาพระธรรมวินัยจนสอบได้นักธรรมในสำนักเรียนวัดทุ่งฮี และนอกจากนั้นแล้วหลวงปู่ครูบายังได้ศึกษาอักขระล้านนา ภาษาพื้นเมืองจนมีความเชี่ยวชาญแตกฉาน    

ผู้เขียนขอกล่าวแทรกถึงประวัติ พระครูบาเจ้าอภิยศ  อภิวังโส (ครูบาเผือก) เจ้าอาวาสวัดปงถ้ำ ซึ่งเป็นพระเถระผู้มีชื่อเสียงในสมัยนั้น จนผู้คนยกย่องท่านว่าเป็นตนบุญแห่งเมืองเจ้าพ่อพญาวัง ในฐานะพระอุปัชฌาย์ของหลวงปู่ครูบาให้ทราบพอสังเขป  ดังนี้

พระครูบาเจ้าอภิยศ  อภิวังโส (ครูบาเผือก) เจ้าอาวาสวัดปงถ้ำ เป็นพระปฏิบัติและพระนักพัฒนาสายครูบาเจ้าศรีวิชัยนักบุญแห่งล้านนาไท  โดยท่านมีอายุน้อยกว่าครูบาเจ้าศรีวิชัย อยู่ ๑๐ ปี ครูบาเจ้าศรีวิชัยจึงเรียกท่านว่า ตุ๊น้อง โดยพระครูบาเจ้าอภิยศท่านเป็นกำลังหลักท่านหนึ่งในการร่วมกันบูรณะปฎิสังขรณ์วัดวาอารามใหญ่น้อยในเขตดินแดนล้านนาร่วมกับครูบาเจ้าศรีวิชัย ด้วยความที่ครูบาเจ้าอภิยศท่านเลื่อมใสในวัตรปฎิบัติของครูบาเจ้าศรีวิชัย ท่านได้ติดตามศึกษาและปฎิบัติตามแนวทางของครูบาเจ้าอย่างเคร่งขัด และในการบูรณะวัดในเขตจังหวัดลำปาง และพะเยาหลายแห่งท่านครูบาเจ้าอภิยศได้ร่วมงานอันเป็นมหากุศลกับครูบาเจ้าศรีวิชัยโดยตลอด และครูบาเจ้าศรีวิชัยได้มอบพระพุทธรูปแก้วมรกต(หยก)ทรงเครื่อง ที่ขุดค้นพบจากการบูรณะวัด ให้กับครูบาเจ้าอภิยศไว้องค์หนึ่ง (ปัจจุบันท่านพระครูเจ้าคณะตำบลวังทอง เจ้าอาวาสวัดปงถ้ำเป็นผู้เก็บรักษาไว้)   นอกจากนั้นครูบาเจ้าอภิยศ ท่านยังได้บูรณะวัดวาอารามในเขตเมืองวังเหนือและเป็นเจ้าอาวาสดูแลอีกหลายวัด เช่นวัดเมืองตึง  วัดปงวัง  วัดทุ่งฮั้ว เป็นต้น   ครูบาเจ้าอภิยศท่านมรณภาพลง เมื่อ พ.ศ.  ๒๔๘๙ ศิริอายุได้ ๕๗ ปี

หลวงปู่ครูบาคำอ้าย ท่านได้เข้าอุปสมบท ณ อุโบสถวัดทุ่งฮี เมื่ออายุย่างเข้า  ๒๒ ปี (วันที่ ๑๒มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๗๖)

 โดยมี พระครูบาเจ้าอภิยศ  อภิวังโส(ครูบาเผือก) วัดปงถ้ำ เป็นพระอุปัชฌาย์ 

          พระครูบามูล อุตตมะ วัดฮ่องรี่ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ 

           พระอธิการแก้ว  วัดทุ่งฮี เป็นพระอนุสาวนาจารย์ 

หลวงปู่ครูบาได้เล่าเรียนพระธรรมวินัยจนแตกฉาน  รวมทั้งอักขระล้านนาภาษาพื้นเมือง วิชาอาคมต่างๆจากพระอุปัชฌาย์ครูบาอาจารย์ทั้งที่เป็นพระเถระและฆารวาสผู้มีวิชาอาคมเก่งกล้า  ซึ่งนอกจากจะได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระอุปัชฌาย์พระครูบาเจ้าอภิยศแล้ว ท่านยังได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับครูบาก๋า วัดทุ่งเป้า และ ครูบานันตา วัดทุ่งม่านใต้ สองพระเถราจารย์ผู้มีชื่อเสียงของเมืองวังเหนือและลำปางในยุคนั้น  และท่านยังได้รับการสักยันต์ อาบน้ำว่าน น้ำมันยา  จากครูบาอาจารย์ เพื่อความอยู่ยงคงกระพันป้องกันเขี้ยวงาต่างๆ อันจะเกิดจากการจาริกสั่งสอนปฎิบัติธรรมในสถานที่วิเวกต่างๆ ซึ่งมีความลำบากทุระกันดารมากในสมัยนั้น

ตอนที่ ๓   งานพระศาสนา และบารมีธรรม

สร้างบารมี

         ด้วยวัตรปฏิบัติที่งดงามของหลวงปู่ครูบาคำอ้าย  ปัญญาธโร ผู้เป็นพระสุปฏิบันโน ผู้สันโดษ เปี่ยมเมตตา จึงเป็นที่ศรัทธา เลื่อมใส ของศานุศิษย์ หลังจากที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดทุ่งฮี ซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดของท่าน ได้ ๔ พรรษา และหากรวมกับที่บรรพชาเป็นสามเณรแล้วเป็นเวลาที่ท่านอาศัยอยู่ที่วัดทุ่งฮีร่วม ๑๔ ปี  งานสร้างบารมีธรรมของท่านจึงเริ่มต้นขึ้น เมื่อคณะศรัทธาบ้านแม่สุกใน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลและทุระกันดารมากในสมัยนั้น       มากราบหลวงพ่อเจ้าอาวาสเพื่อของให้จัดพระสงฆ์เข้าไปพำนัก ณ สำนักสงฆ์ ในหมู่บ้านเพื่อเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคณะศรัทธาชาวบ้าน หลวงปู่ซึ่งพระอุปัชฌาย์ครูบาอาจารย์เห็นว่าเป็นผู้เหมาะสม พร้อมด้วยศีลาจาริวัตร จึงได้รับมอบหมายให้รับนิมนต์จากชาวบ้านแม่สุกใน

 สร้างวัดแม่สุกใน

ในพรรษาของปีนั้นเอง (พ.ศ. ๒๔๘๐) หลวงปู่ครูบาท่านจึงรับนิมนต์เป็นเจ้าอาวาสวัดแม่สุกในและได้ทำหน้าที่นำการพัฒนาทั้งในส่วนของถาวรวัตถุของทางวัด และสาธารณะประโยชน์ของทางหมู่บ้าน โดยหลวงปู่ครูบาท่านได้จำพรรษาที่วัดแห่งนี้เป็นเวลาถึง ๑๒ พรรษา จนวัดแม่สุกเจริญมั่นคง  ซึ่งดังที่กล่าวในเบื้องต้นว่าหมู่บ้านแม่สุกในนี้เป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลทุระกันดาร หลวงปู่ครูบาท่านเล่าให้ฟังว่า ในพรรษาแรกนั้น ช่วงฤดูฝนทางเกวียนที่เข้าหมู่บ้านใช้ไม่ได้ ท่านต้องใช้วิธีเดินทางด้วยเท้าเปล่า นับหลาย ๑๐กิโลเมตรเมื่อมีธุระหรือมาทำสังฆกรรมในตัวเมืองท่านต้องออกเดินทางแต่เช้า บางครั้งก็เจอพายุฝนกลางทาง ต้องหลบฝนหากไม่ทันก็ต้องทนเปียก  บางครั้งตกหล่มโคลนบ้าง เป็นอย่างนี้อยู่ตลอดพรรษา  ถ้าช่วงฤดูแล้งการเดินทางสัญจร จะสะดวกขึ้นมาก แต่ในยุคนั้นยังไม่มีรถประจำทางหรือรถยนต์ส่วนตัว  การเดินทางยังต้องเดินเป็นหลัก หรือนานครั้งจะอาศัยติดเกวียนชาวบ้านที่นำผลผลิตออกมาขายในตัวเมือง  หลวงปู่ครูบาท่านเล่าอีกว่าหากเป็นชาวบ้านธรรมดาที่อาศัยอยู่ในที่สบายไม่ลำบากในการเดินทางพอต้องมาอาศัยอยู่อย่างท่านสงสัยคงทนไม่ถึง ๓ วัน ๕ วัน คงต้องหาทางย้ายที่อยู่ใหม่ สิ่งที่ทำให้ท่านอดทนอยู่เป็นผู้นำและพัฒนาทั้งวัตถุและจิตใจชาวบ้านได้ถึง ๑๒ ปีนั้นคือ หลวงปู่ครูบาท่านเชื่อฟังคำสอนของครูบาอาจารย์ที่ให้อดทน ฝึกตน และท่านยึดถือแนวทางของพระอุปัชฌาย์ท่านคือพระครูบาเจ้าอภิยศ เป็นแบบอย่าง

รับนิมนต์มาสร้างวัดแม่เย็น

   หลังจากท่านได้วางรากฐาน และพัฒนาวัดและชุมชนหมู่บ้านแม่สุกให้เจริญมั่นคงดีแล้ว ในพรรษาที่ ๑๗ (พ.ศ.๒๔๙๓) หลวงปู่ครูบาคำอ้าย ปัญญาธโรจึงรับนิมนต์จากชาวบ้านแม่เย็นมาเป็นเจ้าอาวาสวัดแม่เย็น ซึ่งสภาพหมู่บ้านและการเดินทางสัญจรก็ลำบากไม่ต่างจากที่ท่านมาจำพรรษาที่วัดแม่สุกในยุคแรก  ด้วยวัตรปฎิบัติที่งดงามของหลวงปู่ครูบาทำให้ท่านเป็นที่รักและเคารพศรัทธาของชาวบ้าน และวัดแห่งนี้ถือเป็นวัดแห่งที่สามที่ท่านมาจำพรรษาและได้จำพรรษาที่วัดแม่เย็นแห่งนี้ยาวนานเป็นเวลาถึง ๒๒ พรรษา ตลอดระยะเวลาที่ท่านจำพรรษาที่นี่ท่านได้นำชาวบ้านสร้างเสนาสนะต่างๆ ให้เจริญรุ่งเรืองมั่นคงถาวรตามสถานะภาพทางเศรษฐกิจของชุมชนและหมู่บ้านในยุคนั้น สิ่งที่ปรากฏจนถึงปัจจุบันเมื่อผู้เขียนได้เข้าไปเยี่ยมวัดแม่เย็นคือ พระวิหารหลังเก่าที่หลวงปู่ท่านได้สร้างไว้ซึ่งเป็นแบบศิลปะล้านนาพื้นบ้าน มุงด้วยไม้แป้นเกล็ด   ซึ่งกำลังได้รับการบูรณะ พร้อมกุฎิสงฆ์ซึ่งเป็นกุฎิไม้สักหลังใหญ่พอสมควร    และ ด้วยความอาลัยรัก ความเคารพศรัทธาที่ชาวบ้านแม่เย็นมีต่อหลวงปู่ครูบาคำอ้าย ลูกศิษย์ศรัทธาบ้านแม่เย็นจึงพร้อมใจกันสร้างรูปเหมือนเท่าองค์จริงท่านด้วยปูนปั้นไว้กราบไหว้ โดยได้ขอแบ่งอัฐิธาตุท่านมาบรรจุไว้ ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในวัดบริเวณหลังพระวิหารติดกับรั้วด้านทิศตะวันตกของวัด

สร้างวัดโป่งเหนือ        

  และในพรรษาที่ ๓๙ (พ.ศ.๒๕๑๕) คณะศรัทธาบ้านโป่งเหนือได้พร้อมใจกันมา กราบนิมนต์ท่านไปเป็นประธานสงฆ์สร้างวัดเพื่อเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ซึ่งหมู่บ้านโป่งเหนือนี้เป็นหมู่บ้านตั้งใหม่โดยชาวบ้านได้อพยพมาหาที่ทำกินใหม่จากจ.ลำปาง มาอยู่บริเวณทิศเหนือสุดของ อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย ซึ่งหนึ่งในผู้ที่อพยพมาตั้งหลักปักฐานใหม่มีแม่อุ้ยป้อ มีซองซึ่งเป็นน้องสาวของท่านได้ย้ายครอบครัวมาด้วย  ด้วยเหตุผลหลังนี้อีกประการหนึ่งแม้คณะศรัทธาบ้านแม่เย็นจะนิมนต์ทัดทานท่านให้จำพรรษาอยู่ต่อ แต่หลวงปู่ท่านกลับปฏิเสธ โดยบอกกับบรรดาลูกศิษย์ลูกหาว่า วัดแม่เย็นก่อนเรามาอยู่อัตคัดนัก บัดนี้กลับเจริญมั่นคง จนนอนใจได้แล้วขอฝากให้ท่านทั้งหลายช่วยกันพัฒนาดูแลต่อไปอย่าได้ละเลย เราจะได้รับนิมนต์ไปเป็นหลักปักสร้างวัดโป่งเหนืออย่างเบาใจ  และในพรรษานั้นเองท่านจึงได้เริ่ม เป็นผู้นำสร้างวัดโป่งเหนือขึ้น โดยเริ่มจากการเข้าไปกราบท่านพระครูบาอินสม(พระครูพิศาลนครกิจ) เจ้าอาวาสวัดเฟยไฮ เจ้าคณะอำเภอเวียงป่าเป้าในขณะนั้นทราบ ซึ่งท่านพระครูบาอินสมกับท่านหลวงปู่เป็นสหธรรมมิก ต่างนับถือกันมาแต่เดิม เมื่อท่านทราบ ก็ชื่นชม อนุโมทนา  และเมื่อได้รับอนุญาตจากเจ้าคณะปกครองแล้ว ท่านจึงให้บรรดาศรัทธาลูกศิษย์หักล้างถางพง สร้างกระท่อม เพิงพักสำหรับจำวัด และด้วยบารมีธรรมของท่านวัดจึงพัฒนาขึ้นโดยลำดับ ท่านได้สร้าง พระวิหาร พระธาตุเจดีย์ ศาลาการเปรียญ เสนาสนะต่างๆ ไว้กับพระพุทธศาสนา   ตราบจนวาระสุดท้ายในชีวิตหลวงปู่ รวมระยะเวลาที่ท่านจำพรรษาที่วัดนี้ ๓๐ พรรษา จนมีความเจริญรุ่งเรืองอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

 
โดย : ภูริ์&ภีร์    [Feedback +0 -0] [+0 -0]   [ 20 ] Fri 19, Dec 2008 22:28:26

 

มรณภาพ

          หลังจากที่หลวงปู่ครูบาท่านอาพาตด้วยโรคชราเป็นเวลาตลอดพรรษา แม้ศรัทธาคณะศิษย์จะได้นำท่านเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่โรงพยาบาลเวียงป่าเป้าซึ่งเป็นประจำอำเภอ และโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ซึ่งเป็นประจำจังหวัดหลายครั้ง แต่อาการอาพาตของท่านก็ไม่ดีขึ้นมีแต่ทรงตัวและอาการทรุดลงตามลำดับ จนวาระสุดท้ายหลวงปู่ได้จากศานุศิษย์ไปด้วยอาการอันสงบ เมื่อวัน จันทร์ ที่ ๑๒ ตุลาคม  พุทธศักราช ๒๕๔๕  รวมสิริอายุได้ ๙๒ ปี ๗๑ พรรษา 

เหตุอัศจรรย์วันประชุมเพลิง

            ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของเหล่าบรรดาศรัทธาศิษยานุศิษย์  ทุกฝ่ายจึงร่วมกันจัดงานบำเพ็ญบุญ เพื่อแสดงความกตัญญูกตเวทิตาแก่ท่าน     ตามจารีตประเพณีอันดีแบบล้านนาไทย ตามลำดับ อันได้แก่งานสรงน้ำศพและตั้งบำเพ็ญกุศลเป็นเวลา ๗ วัน  งานบำเพ็ญกุศลครบ ๑๐๐ วัน ซึ่งทุกงานจะคราคร่ำไปด้วยเหล่าลูกศิษย์ลูกหาศรัทธาประชาชนที่เคารพ ศรัทามาร่วมงานโดยตลอด  และได้นำสังขารท่านบรรจุไว้ในโลงแก้วให้ศรัทธาศานุศิษย์ได้กราบไหว้สักการะ ณ กุฎิของท่านเป็นเวลา ๒ ปี และจัดงานบำเพ็ญกุศลครบรอบวันเกิดท่านประจำปี งานบำเพ็ญกุศลครบรอบปีทุกๆปี  เมื่อพระวิหารหลังใหม่ที่หลวงปู่ได้ดำริให้สร้างขึ้นได้ก่อสร้างเสร็จ หลังงานปอยหลวง จึงได้นิมนต์หลวงปู่ขึ้นอยู่ในพระวิหารหลังใหม่เป็นเวลา ๑ ปี     หลังจากได้เก็บสังขารท่านไว้ครบ ๓ ปี คณะศรัทธาศานุศิษย์ และคณะสงฆ์ โดยมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระครูอนุกิจธรรมโสภณ (ครูบาทน) เจ้าคณะอำเภอเวียงป่าเป้า เป็นประธาน มีมติจัดงานบำเพ็ญกุศลและงานประชุมเพลิงศพหลวงปู่ครูบา ณ บริเวณ เมรุชั่วคราวที่ได้สร้างขึ้นใหม่     บรรยากาศงานบำเพ็ญบุญจัดขึ้นเป็นเวลา ๗ วัน ระหว่างวันที่ ๑๙-๒๕ มีนาคม ๒๕๔๙ โดยในทุกๆวันจะมีคณะศรัทธาศานุศิษย์ของหลวงปู่มาร่วมงานอย่างคับคั่ง  และในวันประชุมเพลิงคือวันเสาร์ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๔๙ คณะศรัทธาศิษยานุศิษย์หลายหมื่นคนเข้าร่วมงานดังกล่าวโดยมีท่านรัฐมนตรียงยุทธ  ติยะไพรัช รมว.ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเป็นประธานฝ่ายฆารวาสพร้อมคณะประกอบด้วย ส.ส. ส.อบจ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้เป็นลูกศิษย์ศรัทธาของหลวงปู่  และมีพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณสุนทรปริยัติวิกรม (ทรัพย์ นรินโท) เจ้าอาวาสวัดป่างิ้ว ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดเชียงรายเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมคณะพระเถรานุเถระ จากทั้งเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง พะเยา ฯลฯ  เหตุอัศจรรย์เกิดขึ้นเป็นที่ปรากฎแก่คณะศรัทธาศิษยานุศิษย์ เมื่อประธานในกระทำพิธีวางผ้ามหาบังสกุล และประกอบพิธีประชุมเพลิงแล้ว ประชาชนบางส่วนเริ่มทยอยเดินทางกลับ แต่มีประชาชนที่เหลือ นับพันคนอยู่รอดูจน เปลวเพลิงที่โหมไหม้เมรุ และปราสาทศพรูปเรือสุพรรณหงส์พร้อมหีบบรรจุสังขารของหลวงปู่ครูบามอดไหม้เหลือเพียงเถ้าถ่าน สิ่งที่ปรากฎต่อหน้าคณะศรัทธาศิษยานุศิษย์ทำให้ทุกคนต่างตกตะลึงและปิติในเหตุอัศจรรย์นั้น  นั่นคือสังขารของหลวงปู่ครูบาไม่ไหม้ไฟ มีเพียงเถ้าที่ทับเรือนร่างสังขารบางส่วน เมื่อเพ่งดูที่ร่างท่านทุกคนต่างตกตะลึงเพราะจีวรที่ท่านนุ่งครองห่มก็ไม่ไหม้ไฟ ด้านบนเป็นสีดำของขี้เถ้าบาง แต่ด้านข้างเห็นเป็นผ้าสีเหลืองชัดเจน  ศิษยานุศิษย์ต่างพากันก้มลงกราบไหว้ บางคนปลื้มปิติต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเบื้องหน้าจนน้ำตาไหลพราก  ท่ามกลางเหตุอัศจรรย์  ศิษย์บางคนเสนอให้นำสังขารท่านมาเก็บรักษาไว้ บางคนขอให้เจ้าหน้าที่ที่รักษาความปลอดภัยอยู่รอบเมรุและรถดับเพลิงของทางเทศบาลซึ่งเตรียมพร้อมอยู่ที่นั้นดับไฟของกองถ่านเสีย  แต่เมื่อท่านเจ้าอธิการเจ้าคณะตำบล พร้อมกับท่านเลขานุการเจ้าคณะอำเภอ ที่อำนวยการอยู่ ณ ที่นั้น ได้ปรึกษาพระเถระที่ยังชุมนุมกันอยู่ และเห็นพ้องกันว่า หลวงปู่ครูบาท่านกระทำเหตุอันอัศจรรย์ครั้งนี้เพื่อเป็นสังฆานุสติ ให้เหล่าศิษย์ได้ยึดมั่นในคำสอนของท่าน และให้ยึดมั่นในคุณงามความดี  แต่จะนำสังขารท่านมาเก็บรักษาต่อไปเห็นว่าไม่เหมาะสมต่อหลักศาสนาและประเพณี จึงให้ครูบาอาจารย์ผู้มีญาณวิทยาที่ยังอยู่ในที่นั้นทำการขอขมาบอกกล่าวต่อหลวงปู่ครูบาท่าน และดำเนินการประชุมเพลิงสังขารท่านต่อไป และเป็นที่น่าอัศจรรย์เป็นคำรบสอง เมื่อ เปลวไฟได้ลุกขึ้นไหม้สังขารของหลวงปู่ครูบาท่านเองจนหมดสิ้นเหลือเพียงเถ้าถ่าน อังคารธาตุ โดยไม่ได้เพิ่มเชื้อไฟ ไม้หมอนอะไรทั้งสิ้น  ศิษย์บางคนขอร้องให้เจ้าหน้าที่นำจีวรท่านออกมา เพื่อจะนำไปสักการะบูชา แต่ด้วยกลัวเหตุจะเกิดการจารจลแย่งชิง จึงทำการห้ามปรามกันไว้  และอีกสิ่งที่เหลือจากเปลวเพลิงไม่สามารถไหม้นั่นคือผ้าเพดานของเมรุชั่วคราว ที่ศิษย์ต่างต้องการไว้บูชา ที่เปลวเพลิงที่สูงกว่ายอดต้นมะพร้าวก็ไม่สามารถไหม้ผ้าเพดานดังกล่าวได้ คณะสงฆ์ในที่นั้นจึงให้เจ้าหน้าที่นำลงมาเก็บรักษาไว้เพื่อป้องกันการจารจลแย่งชิงกัน    เหตุอัศจรรย์ในวันประชุมเพลิงหลวงปู่ครูบาในวันนั้นเป็นเครื่องยืนยันให้ศิษย์ยึดมั่นในคำสอนของท่าน ให้ถือคุณธรรมความดีเจริญรอยตามท่าน และให้ระลึกถึงแสดงกตัญญูกตเวทิตาต่อท่านตลอดไป

ตอนที่ ๔  เมตตาบารมีหลวงปู่ครูบา  เกล็ดปาฎิหาริย์และประสบการณ์วัตถุมงคล

บารมีธรรมหลวงปู่ครูบาคำอ้าย  ปัญญาธโร ที่เมตตาศานุศิษย์อีกอย่าง นอกจากธรรมะของพระพุทธเจ้าที่หลวงปู่ครูบาพร่ำสอน นั่นคือ วัตถุมงคลต่างๆ ที่หลวงปู่ได้แจกแก่ศิษย์เพื่อปกป้องคุ้มภัยอันตราย และเพื่อความเป็นสิริมงคล     ที่ดีเด่นทั้งทางเมตตา มหานิยม  คลาดแคล้ว มหาอุตม์ มหาอำนาจ บันดาลโชคลาภ    ปัจจุบันต่างเป็นที่เสาะแสวงหาของบรรดาลูกศิษย์ลูกหา ผู้เคารพศรัทธาที่มีประสบการณ์ตรงจากการได้นำไปบูชากราบไหว้   ซึ่งวัตถุมงคลต่างๆ มีด้วยกันมากมายหลายสิบรุ่น ซึ่งเหรียญแรกเป็นเหรียญพระพุทธ คือเหรียญพระเจ้าทองทิพย์ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเวียงป่าเป้า ซึ่งประวัติพระเจ้าทองทิพย์หากมีโอกาสผู้เขียนจะนำเสนอต่อไป สำหรับเหรียญพระเจ้าทองทิพย์ที่หลวงปู่ครูบาท่านได้อธิษฐานจิตพุทธาภิเษกมีด้วยกันถึง 3 รุ่น ทุกรุ่นต่างได้รับความนิยมแต่ที่โด่งดังที่สุดเห็นจะเป็นเหรียญพระเจ้าทองทิพย์รุ่นแรกกับรุ่นเจ้าสัวขี่มังกร ซึ่งรุ่นแรกมีครูบาอาจารย์หลายท่านได้ร่วมพุทธาภิเษกกับท่าน ไม่ว่าจะเป็นหลวงปู่ครูบาหล้า เตชะปุญโญ วัดป่าลาน จ.เชียงใหม่  หลวงปู่ครูบาหมื่น วัดสบลืน จ.ลำปาง  ผู้เป็นสหธรรมิกกัน ตลอดจนครูบาอาจารย์สายครูบาเจ้าศรีวิชัย และเหรียญพระเจ้าทองทิพย์อีกรุ่นที่ดังไม่แพ้กันคือรุ่นเจ้าสัวขี่มังกร ซึ่งรุ่นนี้หลวงปู่ท่านอธิษฐานจิตเดี่ยวภายในพระอุโบสถ หน้าองค์พระเจ้าทองทิพย์ โดยให้ทำการปิดประตู หน้าต่าง ปลุกเสกแบบโบสถ์ตั๋น และให้พระสงฆ์ ทรงสมณะ 9 รูป เจริญพุทธมนต์อยู่ภายนอก ตลอดพิธี สำหรับการจัดสร้างวัตถุมงคลพระเจ้าทองทิพย์ทุกรุ่น จะออกที่วัดศรีสุพรรณ(เชียงยืน) ซึ่งเป็นวัดที่ประดิษฐานองค์พระเจ้าทองทิพย์ และประสบการณ์ด้านปาฎิหาริย์จะเป็นด้านโชคลาภ เมตตามหานิยม คลาดแคล้ว คงกระพัน

สำหรับวัตถุมงคลอื่นซึ่งพอจะรวบรวมได้ ดังนี้ ในยุคแรกๆ ผู้เขียนยังจำได้สมัยนั้นกำลังเรียนมัธยม เมื่อ 19 ปีที่แล้ว หลวงปู่ท่านดำริให้นำเกศา(ผม) ของท่านพร้อมผงพุทธคุณที่ท่านรวบรวมไว้ ไปสร้างเป็นพระผงขึ้น เพื่อแจกจ่ายแก่ลูกศิษย์ลูกหา ผู้ที่เคารพศรัทธาต่อท่าน ซึ่งก่อนหน้านั้น ท่านจะสร้างตะกรุดและผ้ายันต์ซึ่งท่านจะจารด้วยมือและลงอักขระยันต์เองทุกดอกทุกผืน ด้วยประสบการณ์ปาฎิหาริย์ต่างๆ ที่เกิดเป็นเสียงเล่าลือในกิตติศัพท์ในคุณวิเศษของตะกรุด และผ้ายันต์ ตามแต่ลักษณะประเภทที่ท่านสร้างแจกแก่ลูกศิษย์ เป็นการเฉพาะบุคคล ท่านจะทำการอธิษฐานจิตตลอดพรรษา 3 เดือน เมื่อออกพรรษาท่านจะนำมาแจกแก่ศิษย์ใกล้ชิด หรือผู้ที่ท่านเมตตา เช่น หากเป็นผู้ชายท่านจะให้ตะกรุดโทน ท่านว่าคลาดแคล้วคงกระพัน มหาอำนาจ เจริญในลาภยศการงาน เป็นหญิงท่านให้ผ้ายันต์ นะเมตตา นะโภคทรัพย์ คลาดแคล้วปลอดภัย เป็นต้น เมื่อท่านชราภาพลง ท่านจึงให้สร้างพระผงเกศาท่านขึ้นแจกจ่ายแทน ซึ่งพระผงเกศารุ่นแรก มีลักษณะคล้ายพระรอดมีสีดำ ท่านสร้างเพียง 3,000 องค์ เมื่อลูกศิษย์ลูกหาทราบข่าวจึงเข้าไปกราบขอไปบูชา และหมดลงเพียงไม่กี่วัน  ลูกศิษย์หลายๆคนที่ผู้ห่างไกลไม่สามารถมาได้ เมื่อมาทีหลังก็ต้องเสียใจที่ไม่ได้รับแจก เพราะพระได้หมดไปจากวัดแล้ว  ลูกศิษย์จึงขอให้ท่านสร้างพระผงเกศารุ่น 2 ขึ้นมาอีก ซึ่งท่านก็เมตตาสร้างแจกแก่ผู้ที่พลาดไม่ได้แจกรุ่นแรก สำหรับรุ่น 2 จะเป็นรูปทรงรี ไข่หงส์ ขนาดเท่าหัวแม่โป้งสีน้ำตาล ซึ่งสร้างไม่เกิน 3,000 องค์  ซึ่งก็ตามเคย เมื่อลูกศิษย์ลูกหาทราบข่าว ก็มากราบขอไปบูชาและหมดไปอย่างรวดเร็ว เมื่อมีผู้นำพระผงเกศาของหลวงปู่ไปบูชาติดตัว ก็ก่อปาฎิหาริย์เป็นที่ประจักษ์กันอย่างกว้างขวาง เป็นที่โจษขานทั่วไป  จนเป็นเหตุให้มีลูกศิษย์ลูกหาพากันรบเร้าหลวงปู่ให้เมตตาสร้างพระผงเกศาขึ้นอีกสักรุ่นหนึ่ง ซึ่งหลวงปู่ท่านก็เมตตาแก่ผู้ที่ศรัทธาอย่างที่สุด แต่โดยที่ท่านเห็นว่าพระผงที่ท่านสร้างมาถึง 2 รุ่น ก็ถือว่ามากพอควร ท่านจึงได้ตัดสินใจสร้างพระผงเกศารุ่น 3 เป็นรุ่นสุดท้าย ที่ท่านดำริสร้างเองในโอกาส ครบรอบ 84 ปีของท่าน โดยท่านบอกกับผู้ใกล้ชิดว่า เราจะสร้างแจกอีกรุ่นเดียว ต่อไปภายหน้าผู้ใดจะคิดสร้างพระอย่างอื่นใด ให้มาขอเราเป็นครั้งไป ซึ่งพระผงเกศารุ่น 3 นี้เรียกว่ารุ่นสีชมพู มี 2 พิมพ์ คือพิมพ์รูปเหมือนขนาดเท่ารุ่นแรก จำนวน 3,000 องค์  พิมพ์พระรอด 2,000 องค์ซึ่งสีจะคล้ำกว่าพิมพ์รูปเหมือน  จึงเป็นที่ยอมรับและนิยมเสาะหากันในบรรดาผู้นิยมพระเครื่องว่า พระผงเกศารุ่น 1-2-3 เป็นพระผงที่ท่านดำริสร้างขึ้นเอง สำหรับแจกไม่มีการให้เช่าบูชา โดยเฉพาะรุ่นแรกและรุ่น3 เป็นที่นิยมมากจากประสบการณ์ที่มีผู้ประสบกับตนเอง จากที่ผู้เขียนเคยเห็นเซียนพระเค้าบูชากันรุ่นแรกสภาพสวยๆ ก็หลักหมื่นต้นๆ  รุ่นสีชมพูประมาณ4-5 พันแล้วแต่สภาพ  ประสบการณ์ส่วนใหญ่จะคลาดแคล้ว เช่น กรณีเด็กชาย 2 คนพี่น้อง จูงจักรยานข้ามถนน สายเอเชีย พี่อยู่ ป.5 จูงจักรยานข้ามถนนแล้ว ปล่อยให้น้องอยู่ ป.2 จูงจักรยานวิ่งตาม แต่ข้ามไม่พ้น ถูกรถบรรทุกหกล้อขนดิน พุ่งชนอย่างจัง รถจักรยานพังเสียหาย ตัวเด็กลอยไปตกกลางถนนห่างจากจุดที่ชนเกือบ 10 เมตรท่ามกลางเสียงกรีดร้อยของผู้เห็นเหตุการณ์ ซึ่งจากภาพที่เห็นทุกคนคิดว่าคงตายคาที่ หลังเกิดเหตุหน่วยกู้ภัยนำส่งโรงพยาบาล พบว่าเด็กเพียงสลบไป มีเพียงรอยถลอกที่แขนเล็กน้อย  เป็นที่ประจักษ์เล่าลือไปทั่ว ผู้เขียนเองได้พบกับเด็กคนดังกล่าว โดยบังเอิญขณะที่แม่และยายของเด็กนำขันข้าวพร้อมกับเด็กไปตานเป็นลูกกับหลวงปู่และได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด จากปากของแม่เด็กน้อยคนนั้น ซึ่งขณะที่แม่ของเด็กเล่าเหตุการณ์ต่างๆต่อหน้าหลวงปู่และศิษย์ใกล้ชิด หลวงปู่เพียงแต่ยิ้มพูดเพียงว่าหมดเคราะห์แล้ว ต่อไปอย่าประมาท ประสบการณ์ของพระผลเกศารุ่นสีชมพูอีกเหตุการณ์เกิดกับนายดาบตำรวจ  สภอ.เวียงป่าเป้า ที่เปิดศึกดวลปืนกับพ่อค้ายาบ้าขณะตั้งด่านตรวจค้นผู้ต้องสงสัย ขณะที่ชาวเขาต่อสู้ขัดขืน ได้ใช้ปืน ที่พกมายิงต่อสู้กับตำรวจ ซึ่งนายดานตำรวจคนดังกล่าว พลาดท่าถูกยิง แต่กระสุนไม่ระคายผิว เป็นที่อัศจรรย์แก่ เพื่อนตำรวจในเหตุการณ์ ที่ในคอของดาบตำรวจท่านนั้นห้อยเพียงพระผงเกศาสีชมพูของหลวงปู่   ปาฎิหาริย์ของพระผงเกศาใช่เฉพาะด้านคลาดแคล้วคงกระพัน ลูกศิษย์ท่านหนึ่งเป็นเจ้าของร้านอาหารในตัวอำเภอประสบปัญหาด้านการเงินจากการค้า ซึ่งถือเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดท่านหนึ่งได้ บูชาพระผงเกศาท่าน และโชคดีถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 2 จนสามารถปลดเปรื่องหนี้สินของตนได้

แม้ว่าภายหลังทางวัดโป่งเหนือและวัดต่างๆ รวบทั้งศิษย์ใกล้ชิดจะขออนุญาตท่านสร้างพระผงเกศาท่านอีกนับสิบรุ่น  แต่ค่านิยมยังเป็นรอง รุ่นแรกกับรุ่น3 ที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งนี้ใช่ว่ารุ่นอื่นๆจะไม่มีประสบการณ์ เท่าที่ผู้เขียนรับรู้ข่าวสารมาโดยตลอดนั้น วัตถุมงคลของท่านทุกรุ่น ต่างมีพุทธคุณเป็นที่ประจักษ์  เช่น ในปี 2540 ที่ผ่านมาท่านอนุญาตให้คณะศิษย์สร้างพระผงรูปเหมือนพิมพ์สี่เหลี่ยมขึ้น เรียกว่า รุ่นมหามงคล 86 นับเป็นพระผงพิมพ์สี่เหลี่ยมรุ่นแรกของท่าน ค่านิยมเสาะหาก็ไม่ยิ่งหย่อนกว่ารุ่นแรกๆ ซึ่งพระผงพิมพ์ สี่เหลี่ยมนั้น ต่อมาทาง อบต.สันสลี ก็ได้ขออนุญาตจัดสร้างขึ้นมาอีกรุ่นหนึ่ง 

ที่นำเสนอข้างต้นเป็นวัตถุมงคลประเภทพระผง วัตถุมงคลประเภทเหรียญของหลวงปู่ท่านก็มากด้วยประสบการณ์โดยเฉพาะรุ่นแรกหลังพระธาตุ ที่มีประสบการณ์โด่งดังทั้งประเทศเมื่อมีผู้บูชาติดตัว แล้วประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตก แต่ก็แคล้วคลาดปลอดภัยราวปาฎิหาริย์   สำหรับเหรียญรุ่นแรกดังกล่าวค่านิยมอยู่ในหลักหมื่น สร้างถวายโดยเจ้าอาวาสวัดป่าสัก ผู้เป็นเจ้าภาพสร้างพระธาตุศรีเมืองถวายหลวงปู่ แต่ต้องขอเตือนนะครับ เพราะมีของปลอมออกระบาดมาก โดยที่สร้างบล็อคใหม่ของทางวัดเองก็มีต่างหากอีก 2 รุ่น คือที่วงการเรียกรุ่นอุหางขาด ซึ่งสร้างมาภายหลัง ขนาดเท่ารุ่นแรกแต่รายละเอียดหยาบกว่ากันมาก ซึ่งหลายคนหลงเช่ามาหลายพันบาท เมื่อนำมาให้ผู้เขียนช่วยตรวจสอบให้ ก็จำใจต้องบอกไปตรงๆว่าเป็นบล็อคสองรุ่นหลัง ทำให้หลายคนที่เช่าหามาต่างผิดหวังกันยกใหญ่ ไม่วายผมต้องปลอบว่า ของท่านนะไม่ว่ารุ่นไหนดีทุกรุ่น แม้แต่จีวรท่าน มีคนเอาไปบูชายังก่อปาฎิหาริย์ และอีกบล็อคหนึ่งออกราวปี 2544 เป็นเหรียญหลังพระธาตุที่แกะบล็อคได้สวยกว่ารุ่นแรกเสียอีก แต่มีจุดสังเกตตรงจะมีขนาดใหญ่กว่ารุ่นแรกอย่างชัดเจน    และเหรียญอีกรุ่นที่นิยมเสาะหาไม่แพ้กัน คือเหรียญรุ่นเจ้าสัวขี่มังกร ซึ่งเป็นเหรียญทรงเจ้าสัว ด้านหน้าเหรียญเป็นพระเจ้าทองทิพย์ในซุ้มเจ้าสัว ด้านหลังเป็นรูปหลวงปู่ขี่มังกร ซึ่งคณะศิษย์เชื้อสายจีน ขออนุญาตท่านสร้างร่วมกับการฉลองกุฎิพระเจ้าทองทิพย์วัดศรีสุพรรณ ซึ่งผู้เขียนได้นำเสนอในตอนแรกๆแล้วว่าเป็นรุ่นที่ท่านได้อธิษฐานจิตปลุกเสกเดี่ยว ภายในพิธีสมโภชพระเจ้าทองทิพย์ (ฉลองกุฏิ) โดยท่านได้ให้ปิดประตูหน้าต่างโบสถ์ และปลุกเสกแบบโบสถ์ตั๋นหน้าองค์พระเจ้าทองทิพย์ ให้พระสงฆ์ 9 รูปร่วมกันสวดเจริญพุทธมนต์อยู่ภายนอก ค่านิยมอยู่ในหลักพันถึงหลักหมื่น ขึ้นอยู่ที่สภาพและเนื้อ โดยเนื้อเงินสร้าง 300 เหรียญ ครั้งหลังสุดเท่าที่ผู้เขียนเห็นคนเช่าหาอยู่ที่ 30,000 บาท โดยพระอาจารย์จีนที่มากับคณะกฐินเป็นผู้เช่าหาไป ปัจจุบันเหรียญเงินหายากมากส่วนใหญ่อยู่กับศิษย์ที่เป็นพ่อค้านักธุรกิจเชื้อสายจีนที่เช่าบูชาไปตั้งแต่แรก  นอกจากเนื้อเงินแล้ว เนื้อกะหลั่ยทองกะหลั่ยเงินสร้างเนื้อละ 5,000 เหรียญ เนื้อทองแดงรมดำมันปู 5,000 เหรียญ และเนื้อทองฝาบาตร 5,000 เหรียญ ส่วนเนื้อตะกั่วรองพิมพ์สร้างไปกี่เหรียญซึ่งผู้เขียนไม่ทราบจำนวนแน่ชัด  ค่านิยมไม่ใช่อยู่เฉพาะคนไทยเชื้อสายจีน พ่อค้านักธุรกิจที่เช่าหาแล้วประสบความสำเร็จทางธุรกิจของตนเท่านั้น เมื่อไม่นานมานี้มีศิษย์สุภาพสตรีท่านหนึ่ง นำกฐินมาถวายที่วัดศรีสุพรรณ ได้นำเหรียญท่านไปบูชาติดตัว ศิษย์คนนี้มีสามีเป็นชาวเยอรมัน ขณะที่เดินทางไปติดต่อธุระกับสามีที่เยอรมันได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ รถยนต์พังยับแต่ตัวเองและสามีปลอดภัยคลาดแคล้ว อย่างปาฎิหาริย์ จนสามีและผู้เห็นเหตุการณ์ทึ่งเป็นอย่างมาก และสุภาพสตรีท่านนี้ก็ปาวารนาอุปถัมป์กฐินตลอด 3 ปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นผู้รู้บอกว่าเหรียญรุ่นนี้สร้างปีมังกรทอง เหมาะกับผู้เกิดปีมะโรง  เพราะมังกร(งูใหญ่)เป็นสัญลักษณ์ของคนเกิดปีมะโรง รวมทั้งด้านหน้าเหรียญเป็นพระเจ้าทองทิพย์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ศิลปะเชียงแสน แบบพระสิงห์ ซึ่งผู้นำ ผู้บริหาร เจ้าของกิจการ หรือข้าราชการควรมีไว้บูชา จะเสริมบารมี เป็นที่ยำเกรง ประสบผลสำเร็จก้าวหน้าในการงาน 

            นอกจากเหรียญ 2 รุ่นข้างต้น ยังมีเหรียญอีกหลายรุ่น แม้ค่านิยมตอนนี้ยังไม่สูงนักแต่ใช่ว่าจะหาได้ง่าย ส่วนใหญ่จะมีผู้หาเก็บไว้กันหมด เช่นเหรียญรุ่นเจริญมั่นคง ซึ่งเป็นเหรียญรูปไข่ , เหรียญรุ่นอธิฐานจิต พิมพ์สี่เหลี่ยม, เหรียญพิมพ์หยดน้ำ  หรือรุ่นหยดน้ำ  ,       เหรียญรุ่นสหกรณ์ พิมพ์ระฆัง  , เหรียญรุ่นสร้างอุโบสถ พิมพ์เสมา และเหรียญรูปไข่หลังยันต์ห้าเป็นต้น

            ส่วนประเภทวัตถุมงคลรูปแบบอื่นๆ เช่นล็อคเก็ตรูปแบบต่างๆ รูปหล่อลอยองค์ขนาดบูชาห้อยคอมีด้วยกันหลายรุ่น หลายเนื้อ รุ่นแรกๆเป็นเรซินสีทองอุดเกศาเทียนชัย รุ่นหลังๆ มีทั้งสีทอง สีดำ และเป็นโลหะเนื้อทองเหลือง  พระบูชามีทั้งพระพุทธรูปแบบสิงห์หนึ่ง  รูปเหมือนบูชาของหลวงปู่หน้าตัก 3 นิ้ว 5 นิ้วออกมาหลายรุ่นเช่นกัน และในโอกาสที่หลวงปู่ท่านมีอายุวัฒนมงคลครบ 90 ปี ท่านได้อนุญาตให้จัดสร้างพระยอดขุนพลเวียงกาหลงรุ่นแรกขึ้น ชื่อรุ่นปัญญาธโร 90 มีทั้งหมด 5 พิมพ์ สร้างไม่เกิน 2,000 องค์ ถือเป็นวัตถุมงคลอีกรุ่นที่ได้รับความนิยมเสาะหา เพราะมากด้วยประสบการณ์ จนต่อมามีการขออนุญาตจัดสร้างพระยอดขุนพลขึ้นมาอีกรุ่นโดยคณะกฐินของท่านสจ.สมเกียรติ คนในวงการเรียกว่า พระยอดขุนพลรุ่น สจ. ถือเป็นรุ่นนิยมไม่แพ้พระยอดขุนพลรุ่นแรก สนนราคาอยู่ในหลักพันต้นๆ และด้วยความต้องการเสาะหาพระพิมพ์ยอดขุนพลเวียงกาหลงรุ่นแรกกันอย่างแพร่หลาย คณะศิษย์คิดนำพิมพ์พระมาสร้างใหม่ ด้วยแม่พิมพ์ถูกทำลายหมดแล้ว  จึงตัดสินใจนำผลพระยอดขุนพลรุ่นแรกที่เหลืออยู่ รวมกับพระที่แตกหักซึ่งมีจำนวนไม่น้อยมาบดรวมกัน สร้างเป็นพระพิมพ์ขุนแผนยอดขุนพล และพิมพ์สมเด็จฐานสิงห์ โดยเรียกว่าพระผงบารมี ซึ่งพระชุดนี้ได้รับการอธิษฐานจิตปลุกเสกจากพระคณาจารย์ล้านนาหลายรูป ไม่ว่าจะเป็นครูบาเจ้าดวงดี สุภทโท วัดท่าจำปี ครูบาอินตา ธนักขันโธ วัดวังทอง ครูบาคำ สังวโร วัดศรีดอนตัน ครูบาดวงดี ยติโก วัดบ้านฟ่อน รวมทั้งร่วมพิธีพุทธาภิเษกพระผง 9 จอมโดยครูบาอาจารย์สายครูบาเจ้าศรีวิชัย ณ วัด พระธาตุจอมผ่อ (อรัญวิเวกคีรี) ปัจจุบันเป็นถือเป็นอีกรุ่นที่นิยมเสาะหากัน และหากท่านใดมีวัตถุมงคลของหลวงปู่ท่านบูชา จงอาราธนาด้วย คาถาดังนี้

คาถาบูชาพระผงเกศาของหลวงปู่ครูบา

อธิษฐานถึงบารมีหลวงปู่ครูบา แล้วว่า  เกศานัง ปุโส มิราชา ครูบาคำอ้าย จิตตัง พุทธัง กิตติ อะฯ

คาถาที่หลวงปู่ครูบา อธิษฐานวัตถุมงคลทุกครั้ง

อาราธนาพระรัตนตรัย แล้วว่า  มะ อะ อุ อะ  อุ  มะ  อุ  มะ อะ 


 
โดย : ภูริ์&ภีร์    [Feedback +0 -0] [+0 -0]   [ 21 ] Fri 19, Dec 2008 22:33:24

 
เยี่ยมครับ
 
โดย : น้อย ไอยรา    [Feedback +27 -0] [+0 -0]   [ 22 ] Sat 20, Dec 2008 01:01:29

 
พระล้านนา.คอม เว็บ พระเครื่อง พระบูชา อันดับหนึ่ง ของภาคเหนือ ออกแบบเว็บไซต์โดย 2WinWeb.com บริการรับทำเว็บไซต์
Copyright Pralanna.com All right reserved. © สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมายโดย บริษัท พระล้านนาดอทคอม จำกัด.