|
๗. พระเจ้าแข้งคม วัดศรีเกิด 
๗. พระเจ้าแข้งคม วัดศรีเกิด อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ พระเจ้าแข้งคม เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ศักดิ์สิทธิ์ ปางมารวิชัยขนาดใหญ่ ขัดสมาธิราบ วัสดุสัมฤทธิ์ลงรักปิด ทอง ขนาดหน้าตักกว้าง ๙๔ นิ้ว สูง ๑๑๒ นิ้ว น้ำหนัก ๓,๙๖๐ กิโลกรัม ศิลปะสมัยล้านนา มีลักษณะพิเศษคือ พระชงฆ์เป็นสันขึ้น จึงเรียกว่า "แข้งคม"
ปัจจุบันประดิษฐานเป็นพระประธานในพระวิหารวัดศรีเกิด
หนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ ได้กล่าวถึงพระเจ้าแข้งคม หรือพระป่าตาลน้อยว่า มีพุทธลักษณะแบบลวปุระ และขนานนามว่า "พระกัม โพชปฏิมา" มีประวัติว่า พระเจ้าติโลกราช เจ้านครเชียงใหม่องค์ที่ ๑๐ (พุทธศักราช ๑๙๘๕ - ๒๐๓๑) พระนามบาลีว่า พระเจ้าสิริธรรมจักรพรรดิ พิกลราชาธิราช ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง เป็นผู้สร้างพระพุทธรูปองค์นี้ ได้กล่าวถึงประวัติว่า
"ปีเถาะ จุลศักราช ๘๔๙ (พุทธศักราช ๒๐๒๗) วันพุธ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๘ จันทร์เสวย สตภิสฤกษ์ พระเจ้าสิริธรรม จักรพรรดิพิกลราชาธิราช ทรงมอบภาระให้สีหคตเสนาบดี และอาณากิจจาธิบดีมหาอำมาตย์ หล่อพระพุทธรูปสัม ฤทธิ์องค์ใหญ่ ทองหนักประมาณสามสิบสามแสน ให้มีลักษณะเหมือนพระพุทธรูปแบบลวปุระ หล่อที่วัดป่าตาลมหา วิหารทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราชธานีเชียงใหม่ ครั้นหล่อเสร็จแล้ว พระมหากษัตริย์ทรงอัญเชิญพระบรมสารีริก ธาตุประมาณ ๕๐๐ องค์ กับพระพุทธรูปแก้ว ทอง และเงิน จากหอพระธาตุส่วนพระองค์ มาบรรจุไว้ในพระเศียรพระ พุทธรูปสัมฤทธิ์องค์ใหญ่"
(น้ำหนัก ๓๓ แสน เท่ากับ ๓,๙๖๐ กิโลกรัม วัดป่าตาลมหาวิหารคือวัดตโปทาราม)
พุทธลักษณะพิเศษของพระพุทธรูปที่พระเจ้าติโลกราชโปรดให้สร้าง นักโบราณคดีปัจจุบันกล่าวว่า มีศิลปะสมัยอู่ทองผสม พระชงฆ์ เป็นแนวสัน จึงเรียกว่าพระแข้งคม หรือพระแค่งคม
พระเจ้าแค่งคม
วัดศรีเกิดหรือวัดพิชารามเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่ง ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ที่ขนย้ายมาจากวัดร้างนอกเมือง
พระพุทธรูปองค์นี้มีนานตั้งแต่แรกสร้างว่า พระป่าตาลน้อยแต่เนื่องจากองค์พระมีลักษณะเด่นคือพระชงฆ์(หน้าแข้งเป็นสันคมเห็นได้ชัด ผู้คนจึงพากันเรียกขานตามสำเนียงพื้นเมืองว่า พระเจ้าแค่งคมหรือพระเจ้าแข่งคมแทน
พระเจ้าแค่งคมหล่อขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราช เมื่อ พ.ศ. ๒๐๒๐ โดยใช้ทองสำริด หนัก ๓๓ แสน (หรือเท่ากับ ๓๙๖๐ กิโลกรัม) ทำการหล่อ ณ วัดตาลวันมหาวิหาร(วัดป่าตาล) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้(ปัจจุบันนี้คือ บริเวณหลังโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ)นอกเมือง โดยพระเจ้าติโลกราชมีพระประสงค์ให้เป็นพระพุทธรูปแบบลวปุระ เมื่อหล่อเสร็จทรงบรรจุพระธาตุ ๕๐๐ องค์แล้วขนานนามว่า พระป่าตาลน้อยประดิษฐานอยู่ที่วัดป่าตาลมาเป็นเวลาถึง ๓๑๖ ปี อย่างไรดีพระเจ้าแค่งคมที่เห็นในปัจจุบัน นักวิชาการศิลปะมีความเห็นว่ามีพุทธศิลปะเป็นแบบสุโขทัยผสมล้านนามากกว่าแบบลพบุรี
ในปี ๒๓๔๒ วัดป่าตาลได้กลายเป็นวัดร้างชำรุดทรุดโทรมเป็นที่น่าเศร้าใจ เจ้าเมืองเชียงใหม่ขณะนั้นคือ พระเจ้ากาวิสะ จึงให้เชิญพระป่าตาลน้อยมายังวัดศรีเกิดโดยสร้างวิหารขึ้นประดิษฐานสืบมาจนปัจจุบัน
ทุกปีในเทศกาลสงกรานต์จะมีการสรงน้ำพระธาตุหน้าพระวิหารในวันที่ ๑๕ เมษายน และจะมีการสรงน้ำพระเจ้าแค่งคมด้วย
|